วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ที่สุดในประเทศไทย

จังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุด
จังหวัดนครราชสีมา 22,848,421 ตารางกิโลเมตร

จังหวัดที่มีพื้นที่น้อยที่สุด
งหวัดสมุทรสงคราม 431,801 ตารางกิโลเมตร

ยอดเขาสูงที่สุด
ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่

จังหวัดที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากที่สุด
จังหวัดเชียงราย 2,575 เมตร หรือ 8,450 ฟุต

แม่น้ำที่ยาวที่สุด
แม่น้ำมูล ยาว 673 กิโลเมตร

ส่วนที่ยาวที่สุดของไทยจากเหนือสุด
อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถึงใต้สุด คืออำเภอเบตง จังหวัดยะลา ระยะทาง 1,620 กิโลเมตร

ส่วนที่กว้างที่สุดของไทยจากตะวันออก
ตำลบช่องแม็ก อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ถึงตะวันตก คือ ด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทาง 750 กิโลเมตร

ส่วนที่แคบที่สุดของแผ่นดินไทย
ที่ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบฯ กว้างเพียง 10.6 กิโลเมตร

บริเวณที่แคบที่สุดของคาบสมุทรภาคใต้
คอคอดกระ อยู่ที่จังหวัดระนอง กว้าง 50-80 กิโลเมตร

เทือกเขาที่ยาวที่สุด
เทือกเขาตะนาวศรี ยาวประมาณ 834 กิโลเมตร สูงประมาณ 1,500 เมตร

บริเวณที่ฝนตกชุกที่สุด
จังหวัดระนอง ฝนตกเฉลี่ยปีละประมาณ 5,106.3 มิลลิเมตร

บริเวณที่ฝนตกน้อยที่สุด
จังหวัดตาก ฝนตกเฉลี่ยปีละประมาณ 951.1 มิลลิเมตร

ทางรถไฟสายที่ยาวที่สุด
ทางรถไฟสายใต้ จากสถานีธนบุรี ถึงสุไหงโก-ลก ยาว 1,144 กิโลเมตร

ทางหลาวแผ่นดินสายที่ยาวที่สุด
ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม เริ่มจากกรุงเทพฯ ถึงคลองพรวน ระยะทาง 1,352 กิโลเมตร

พระนอนที่ยาวที่สุด
พระนอนวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) กรุงเทพฯ ยาว 46 เมตร

พระพุทธยืนที่สูงที่สุด
หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ

พระพุทธรูปปางสมาธิที่ใหญ่ที่สุด
พระพุทธโคดม วัดไผ่โรงวัว จังหวัดสุพรรณบุรี

เจดีย์ที่สูงที่สุด
พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม สูง 3 เส้น 1 คืบ 6 นิ้ว

สะพานที่ยาวที่สุด
สะพานติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา ยาว 2,950 เมตร

พันธุ์ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ปลาบึก พบในแม่น้ำโขง

วัดที่มีเจดีย์มากที่สุด
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) กรุงเทพฯ

นายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด
จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 ปี 11 เดือน 18 วัน

น้ำตกที่สูงที่สุด
น้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายก

ระฆังที่ใหญ่ที่สุด
ระฆังวัดกัลยาณมิตร เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

เกาะที่ใหญ่ที่สุด
เกาะภูเก็ต พื้นที่ประมาณ 538,720 กิโลเมตร

เครดิต : http://www.baanjomyut.com/library/miscellary/nuberinthai.html

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 5

1.[ลำดับที่ 18] ชาร์ลส์ เดอ โกลล์
Charles de Gaulle (10 ปี)
2. รักษาการประธานาธิบดี
อแลง โปเอร์ Alain Poher(2 เดือน)
3. [ลำดับที่ 19] ชอร์ช ปงปิดู Georges Pompidou(7 ปี)
4. รักษาการประธานาธิบดี
อแลง โปเอร์ Alain Poher (6 เดือน)
5. [ลำดับที่ 20] วาเลรี ชิสการ์ด เดส์แตง Valéry Giscard d'Estaing (7 ปี)
6. [ลำดับที่ 21] ฟรองซัวส์ มิตแตร์รองด์ François Mitterrand(14 ปี)
7. [ลำดับที่ 22]ฌาคส์ ชีรัค Jacques Chirac(12 ปี)
8. [ลำดับที่ 23] นิโกลาส์ ซาร์โกซี Nicolas Sarkozy

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Convention de Schengen-สนธิสัญญาเชงเก้น


แผนที่แสดงการเข้าร่วมข้อตกลงเชงเกน สีฟ้าคือประเทศที่ประกาศใช้แล้ว สีเขียวคือประเทศที่เตรียมเข้าร่วม
La convention de Schengen prévoit la suppression des contrôles d'identité aux frontières entre les pays signataires. Le territoire sans frontière ainsi créé est communément appelé espace Schengen (du nom du village luxembourgeois de Schengen, tripoint frontalier entre l'Allemagne, le Luxembourg (le Bénélux) et la France, au bord de la Moselle, où l’accord (entre ces cinq États) a été signé en juin 1985).
Les pays signataires pratiquent une politique commune en ce qui concerne les visas et ont renforcé les contrôles aux frontières limitrophes de pays extérieurs à l’espace. Bien qu'il n'y ait en théorie plus de contrôles aux frontières internes à l’espace Schengen, ceux-ci peuvent être mis en place de manière temporaire s'ils s'avèrent nécessaires au maintien de l’ordre public ou de la sécurité nationale. Désormais, les citoyens étrangers qui disposent d'un visa de longue durée pour l’un des pays membres peuvent circuler librement à l’intérieur de la zone.
Avec l'application le 21 décembre 2007 de la convention par neuf pays supplémentaires, l'espace Schengen regroupe 24 pays européens et permet la libre circulation d'environ 400 millions de citoyens.

+++++++

ความตกลงเชงเกน (ภาษาอังกฤษ: Schengen Agreement) เป็นความตกลงระหว่างประเทศส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปอันให้สัตยาบันเมื่อ พ.ศ. 2528 สาระสำคัญเป็นการอนุญาตให้สมาชิกในกลุ่มสามารถเดินทางระหว่างกันโดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง ข้อตกลงนี้มีผลต่อประชากร 4,000,000 คนใน 24 ประเทศ (21 ธันวาคม พ.ศ. 2550) ครอบคลุมเนื้อที่ 4,268,633 ตารางกิโลเมตร (1,648,128 ตารางไมล์) นอกจากนั้นยังให้การอนุญาตชั่วคราวกับผู้ถือใบอนุญาตเชงเกน (Schengen Visa) มีสิทธิในการเดินทางได้ชั่วคราวในประเทศสมาชึกโดยถือใบอนุญาตใบเดียว ตามสนธิสัญญาอัมส์เตอร์ดัม (Treaty of Amsterdam) ข้อตกลงและตัดสินใจทุกข้อของความตกลงเชงเกนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายของสหภาพยุโรป
ประเทศที่ลงนามในความตกลงฉบับนี้มีด้วยกัน 30 ประเทศรวมทั้งประเทศในสหภาพยุโรปทุกประเทศ และประเทศนอกสหภาพอีก 3 ประเทศคือ ประเทศไอซ์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันมี 24 ประเทศที่ใช้ความตกลงนี้ สหราชอาณาจักรยังมิได้ใช่กฏนี้ หลังจากที่มีการปฏิบัติข้อตกลงนี้ด่านหรือป้อมตรวจคนเข้าเมืองของประเทศที่อยู่ในเครือเชงเกนก็ถูกรื้อทิ้ง[1]

ประเทศสมาชิกเชงเก้น
ประเทศที่อนุญาตให้ประชาชนในกลุ่มเชงเกนสามารถเดินทางระหว่างกันโดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง และประชาชนจากประเทศนอกกลุ่มเชงเกนเดินทางระหว่างประเทศเชงเกนได้โดยใช้ใบอนุญาตเพียงใบเดียว - ใบอนุญาตเชงเกน (Schengen Visa) ประเทศสมาชิกทั้งหมดหลังจากการเข้าร่วมเพิ่มเติมวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ประกอบด้วย
ประเทศเบลเยียม
ประเทศฝรั่งเศส
ประเทศอิตาลี
ประเทศลักเซมเบิร์ก
ประเทศเนเธอร์แลนด์
ประเทศเดนมาร์ก
ประเทศกรีซ
ประเทศโปรตุเกส
ประเทศสเปน
ประเทศเยอรมนี
ประเทศออสเตรีย
ประเทศฟินแลนด์
ประเทศสวีเดน
ประเทศนอร์เวย์
ประเทศไอซ์แลนด์
ประเทศมอลตา
สาธารณรัฐเช็ก
ประเทศเอสโตเนีย
ประเทศฮังการี
ประเทศโปแลนด์
ประเทศสโลวาเกีย
ประเทศสโลวีเนีย
ประเทศลัตเวีย
ประเทศลิทัวเนีย
ประเทศโมนาโก
ประเทศไซปรัส เลื่อนการอนุญาตไปหนึ่งปี ประเทศบัลแกเรีย และ ประเทศโรมาเนีย ยังอยู่ในการพิจารณา

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Aéroport international de Bangkok สนามบินสุวรรณภูมิ



L'aéroport international de Bangkok', également « aéroport international de Suvarnabhumi » (prononcer Souwanapoum) depuis le 28 septembre 2006 (en anglais Bangkok International Airport), (code AITA : BKK, code OACI : VTBS) est le principal aéroport de Thaïlande. Il complète l'Aéroport international Don Muang dédié à la majorité des vols domestiques, au Fret aérien et à l'armée.
Bangkok est la plaque tournante principale pour les vols à destination de l'Asie du Sud-Est, l'ancien aéroport étant arrivé à saturation, Suvarnabhumi airport est largement plus grand que Don Muang.
Ce nouvel aéroport international, Suvarnabhumi Airport, à 30 km à l'est de Bangkok, a été conçu pour un trafic annuel maximum de 45 millions de passagers, sa construction a pris beaucoup de retard et son ouverture n'a été officialisée que le 28 septembre 2006, après de nombreux reports. Il posséde la plus haute tour de contrôle du monde.
Le 29 juillet 2006, un Boeing 747-400 de la Thai Airways International (vol TG181) en provenance de Bangkok-Don Muang, avec à son bord l'ancien premier ministre Thaksin Shinawatra, de nombreuses personnalités officielles et 400 passagers, s'est posé sur la piste à 8 heures 09 minutes, inaugurant ainsi le premier vol commercial sur le nouvel aéroport. D'autres vols commerciaux ont permis de tester ses infrastructures jusqu'à la date de son ouverture officielle.
De nombreuses erreurs de construction, principalement dues à la mauvaise qualité des matériaux utilisés et à la sous-estimation de la consistance du sous-sol marécageux, ont conduit les autorités Thaïlandaises à rouvrir aux vols commerciaux de passagers l'aéroport Don Muang International pour soulager les infrastructures de Suvarnabhumi Airport.
Depuis le 25 mars 2007, le nombre de vols intérieurs au départ de Suvarnabhumi Airport a diminué, suite au transfert des vols de compagnies aériennes "low cost" et de certains vols intérieurs de la Thai Airways International vers le terminal Domestique de l'ancien aéroport Don Muang International (au nord de Bangkok).
Les correspondances aériennes nécessitant le transfert d'un aéroport vers l'autre doivent être envisagées à un intervalle de 3h30, durée permettant d'accomplir les formalités internationales, récupérer ses bagages et se rendre au second aéroport.

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551

มุมมองต่างชาติกับการทำงานแบบไทย

บ้านเราเดี๋ยวนี้มีคนต่างชาติเข้ามาทำงานหลายพันชีวิต พอฝรั่งกับไทยมาเจอกัน ความอลเวงก็เลยเกิดขึ้น เพราะนอกจากภาษาและความเคยชินจะต่างกันชนิดฟ้ากับเหวแล้ว นิสัยการทำงานก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย ฝรั่งจะนินทาคนไทยว่ายังไรบ้าง มาแอบฟังกันดีกว่า.... เราคว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทยๆ เราก็ได้คำตอบว่า:
1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี - เจฟฟรีย์ บาร์น
2. การโต้แย้ง เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า " ขี้เกรงใจ " แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร - ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ
3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร - ไมเคิล วิดฟิล์ค
4. ความรับผิดชอบ 1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร 2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก - สเตฟานี จอห์นสัน
5. วิธีแก้ไขปัญหา คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายคั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด - ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก
6. บอกแต่ข่าวดี คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ 1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา 2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาๆไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย - โจนาธาน ธอมพ์สัน
7. คำว่า " ไม่เป็นไร " เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า " ไม่เป็นไร " มาแก้ปัญหาแทน - เจนิส อิกนาโรห์
8. ทักษะในการทำงาน 1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า 2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด 3. พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องร าวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้ไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม - เดวิด กิลเบิร์ก
9. ความซื่อสัตย์ พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน - เฮเบิร์ก โอ ลิสส์
10. ระบบพวกพ้อง คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง - มาร์ค โอเนล ฮิวจ์
11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร 1. ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน 2. มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน 3. มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที 4. ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ 5. ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย - วิลเลี่ยม แมคคินสัน
12. นับถือระบบอาวุโส คนไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท - เนลสัน ฟอร์ด
ที่มา : http://www.aromdee.net/view/view_forward.php?id=1986&tb=story

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

Baccalauréat

Le baccalauréat (altération du bas-latin bachalariatus, désignant un rang de débutant d'abord dans la chevalerie, et puis dans la hiérarchie religieuse et universitaire ou de bacca lauri baie de laurier) est un grade/diplôme de l'enseignement supérieur correspondant à différents niveaux suivant les pays. Il désigne généralement le premier degré dans une faculté. Le baccalauréat est le grade de bachelier. Le baccalauréat peut être accompagné de la mention d'une discipline : baccalauréat ès arts, baccalauréat ès sciences, baccalauréat en droit, baccalauréat ès lettres...

------

chevalerie [n.f] ความกล้าหาญและรักเกียรติ,ตำแหน่งอัศวิน
hiérarchie [n.f.] ลำดับการปกครอง
bachelier [n.] ปริญญาตรี